Read More

หน้าหนาวนี้ไปเที่ยวดอย! ขับรถเกียร์ออโต้ขึ้นดอยอย่างไรให้ปลอดภัย

เผลอแป้บเดียวก็กำลังเข้าสู่ช่วงปลายปีกันอีกแล้ว และแน่นอนว่าสายเที่ยวต้องกำลังแพลนทริปไปขึ้นเขา เที่ยวดอย เพื่อรับอากาศหนาวๆ กันอย่างแน่นอน แต่! จะขับรถส่วนตัวไปก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นพิเศษ วันนี้ โตโยต้านครพิงค์ เชียงใหม่เลยเอา 7 วิธีขับรถเกียร์ออโต้ขึ้นดอยอย่างไรให้ปลอดภัย มาฝากกันลองตามมาดูกันเลย

หน้าหนาวนี้ไปเที่ยวดอย! ขับรถเกียร์ออโต้ขึ้นดอยอย่างไรให้ปลอดภัย

ขับรถขึ้นเขาอย่างไรให้ปลอดภัย

 1.ห้ามใช้เกียร์ว่าง 
กฏเหล็กของการใช้เกียร์ไม่ว่าจะเป็นเกียร์ออโต้หรือเกียร์ธรรมดาก็คือการห้ามใช้เกียร์ว่าง หรือเกียร์ N ในการลงเข้าเด็ดขาด เพราะจะทำให้รถเสียการทรงตัวเนื่องจากรถจะมีน้ำหนักมาก และรถจะพุ่งลงเขาด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามแรงโน้มถ่วงของโลกและอาจเกิดอันตรายต่อเราได้ ดังนั้นเมื่อขับรถลงเขาควรใช้แรงฉุดจากเครื่องยนต์ (ENGINE BRAKE) ในการช่วยเบรคด้วยการลดเกียร์ลงครั้งละ 1 จังหวะ โดยต้องเปลี่ยนให้สัมพันธ์กับความเร็ว ซึ่งมีผลให้รอบเครื่องยนต์เพิ่มสูงขึ้น แต่ความเร็วของรถจะลดลงอย่างรวดเร็ว ช่วยให้สามารถควบคุมรถได้

2.ห้ามเบรคตลอดเวลา 
ขณะขับรถลงเขาหรือทางลานชันไม่ควรเหยียบเบรคค้างไว้ตลอดเวลา ควรเหยียบเบรคเป็นระยะๆ และใช้เกียร์ตำ่ช่วย เพราะการใช้เบรคตลอดเวลาอาจทำให้เบครเกิดความร้อนและผ้าเบรคอาจจะไหม้และทำให้เบรคไม่อยู่ และอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้

3.ห้ามแซงทางโค้ง 
นอกจากสภาพรถที่พร้อมแล้ว คนขับก็ต้องพร้อมในการขับรถเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะทางขึ้นลงเขาในภาคเหนือนั้นส่วนใหญ่จะเป็นทางโค้ง ดังนั้นผู้ขับขี่รถไม่ควรแซงทางโค้งช่วงที่เรามองไม่เห็นรถที่สวนมาข้างหน้า ขับไม่เกินความเร็วตามที่กฏหมายกำหนดและระมัดระวังเพื่อความปลอดภัย

4.ใช้เกียร์ต่ำ 
เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ คือการใช้เกัยร์ต่ำขณะขึ้นเขาลงเขา เพื่อให้รถมีแรงช่วยต้านไม่ให้รถไหลลงเร็วเกินไปจนเสียการควบคุม

5.ขับรถชิดขอบทางซ้าย
การขับรถชิดขอบทางซ้ายเป็นหนึ่งวินัยทางจราจรที่ผู้ใช้รถใช้ถนนควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ควรขับรถชิดทางด้านซ้ายของทางเดินรถ และให้ถือกึ่งกลางของทางเดินรถหรือเส้นหรือแนวที่แบ่งทางเดินรถเป็นหลัก

6.ควรให้เสียงสัญญาณเตือนรถที่อาจสวนทางมา
ข้อสุดท้ายควรควรให้เสียงสัญญาณเตือนรถที่อาจสวนทางมา ซึ่งส่วนมากจะเกิดอบัติเหตุในช่วงทางโค้งและเป็นมุมอับสายตา เมื่อไม่มั่นใจว่าจะมีรถสวนทางมาหรือไม่ให้ส่งเสียงเตือนตามความเหมาะสม

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับใครที่กำลังมีแพลนไปเที่ยวดอย ขึ้นเขา ในช่วงหน้าหนาวที่กำลังจะถึงนี้ ลองเอาเทคนิคสำหรับการขับรถขึ้นเขาไปใช้ และสุดท้ายน้ีหวังว่าบทความสาระน่ารู้เรื่องรถที่ โตโยต้านครพิงค์ เชียงใหม่ จะมีประโยชน์กับทุกคน

Read More

8 วิวัฒนาการ Toyota Hilux จากความคลาสสิคหรูหรา สู่ความก้าวหน้าล้ำสมัย

กว่า 50 ปี ที่โตโยต้าได้ครองใจตลาดรถในเมืองไทยมาอย่างยาวนานอย่าง Toyota Hilux ที่คำว่า Hilux นั้นย่อมาจาก Highly-Luxurious หรือสุดยอดแห่งความหรูหรา ซึ่งโตโยต้าก็เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ยานยนต์ในเมืองไทยตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ซึ่งวันนี้โตโยต้านครพิงค์ เชียงใหม่จะพามาย้อนรอยดู 8 เจนเนอเรชั่น Toyota Hilux จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

Toyota Hilux

8 วิวัฒนาการ Toyota Hilux จากความคลาสสิคหรูหรา สู่ความก้าวหน้าล้ำสมัย

Generation 1 Toyota Hilux N10 ปี 1968 – 1972

toyota hilux  มาเริ่มต้นกันที่ Generation 1 Toyota Hilux N10 โตโยต้าผลิตรถกระบะฐานสั้นโดยใช้ชื่อว่า Toyota Hilux โดยใช้รหัสตัวถังว่า RN10 เป็นกระบะ 2 ประตู เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 77 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 4 สปีด ผลิตจากโรงงานในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นของ Hino ซึ่งถูกเคลมว่าสามารถวิ่งได้ถึง 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

Generation 2 Toyota Hilux N20, N25 ปี 1972–1978

Toyota Hilux N50หลังจากนั้นปี 1972 โตโยต้าได้ปรับโฉมกระบะ Hilux ของตัวเองใหม่จากกระบะฐานสั้นมาเป็นกระบะฐานยาว แต่ยังคงใช้โรงงานผลิต Hino ส่วนเครื่องยนต์ใช้เป็นรหัส 12R เบนซิน 1.6 ลิตร 83 แรงม้าที่ใช้ในรุ่นแรกได้เปลี่ยนเป็น เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 121 แรงม้า 18R และเพิ่มเกียร์ 3 สปีดเข้ามา และที่สำคัญมีวางขายในประเทศไทยทั้งกระบะฐานสั้นและฐานยาว แต่มีเพียงเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร เกียร์ธรรมดา 4 สปีดอย่างเดียว

Generation 3  Toyota Hilux N30, N40 ปี 1978–1983

Toyota Hilux N50ผ่านไป 6 ปี Toyota Hilux มีการปรับโฉมใหม่ จากหน้าตาเหลี่ยมๆ เปลี่ยนให้มีความโค้งมนมากขึ้น และเป็นโฉมที่เริ่มมีรุ่น 4 ประตูและเพิ่มระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแต่ถูกหยุดการผลิตไป และผลิตเฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ เท่านั้น หลังจากนั้นปี 1979 ได้มีการเพิ่มเครื่องยนต์ดีเซลเข้ามาใช้ในรุ่นที่เป็นขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งในประเทศไทยจะเรียกโฉมนี้ว่า “ม้ากระโดด” และช่วงหลังจะเรียกโฉมนี้ว่า “กรุง ศรีวิไล” ซึ่งเป็นชื่อที่ได้มาจากการที่กรุงศีวิไลมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้นั้นเอง

Generation 4 Toyota Hilux N50, N60, N70 ปี 1983–1988

 และมาถึงปี 1983 โตโยต้าเพิ่มตัวเลือกให้ลูกค้าแบบใหม่ โดยการนำห้องโดยสารแบบ Xtracab เพิ่มเข้ามามาเพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องโดยสารหลังคนขับ โดยช่วงแรกมีการใช้เครื่องยนต์ 22R เบนซิน 2.4 ลิตร 97 แรงม้า ก่อนที่จะเพิ่มเครื่องยนต์หัวฉีด 22R-E 2.4 ลิตร 105 แรงม้าเข้ามาเพิ่มในปี 1984 นอกจากเครื่องยนต์เบนซินแล้ว ก็ยังมีเครื่องยนต์ที่บ้านเราคุ้นเคยอย่าง 2L 2.5 ลิตร 83 แรงม้า และ  2L-T 2.5 ลิตรเทอร์โบ 93 แรงม้าเข้ามาเป็นตัวเลือกให้อีกด้วย และในประเทศไทยเรียกโฉมน้ีว่า “เฮอคิวลิส” หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ Toyota Hilux Hero

Generation 5 Toyota Hilux N80, N90, N100, N110 ปี 1988–1997

มาต่อกันที่ Toyota Hilux โฉมที่เรียกได้ว่าเป็นที่นิยมในประเทศไทยไม่แพ้รุ่นอื่นๆ ที่ทางโตโยต้าได้ปรับให้มีตัวถึงยาวขึ้น ทำให้ห้องโดยสารแบบ Xtracab ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ซึ่งโฉมนี้ในประเทศไทยคือ Toyota Hilux Mighty-X ที่สามารถทำยอดขายได้อย่างถล่มทลาย ด้วยตัวรูปร่างที่โดนใจวัยรุ่นในสมัยนั้นอย่างยิ่ง และที่สำคัญโฉมนี้ได้ทำการผลิตโรงงานโตโยต้าในประเทศไทยที่โรงงามสำโรงใต้อีกด้วย

Generation 6 Toyota Hilux N140, N150, N160, N170 ปี 1997–2005

สำหรับรถโตโยต้าโฉมนี้ เป็นโฉมที่โรงงานโตโยต้าในประเทศไทยมีบทบาทในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น ด้วยการที่ส่งออกไปประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเรียกรุ่นนี้ว่า Toyota Hilux Tiger เริ่มผลิตตั้งแต่ปี 1998 ใช้เครื่องยนต์หลักเป็น 5L ดีเซล 3.0 ลิตร,  5L-E 3.0 ลิตร,  1KZ ดีเซล 3.0 ลิตร ก่อนที่ช่วงหลังจะเริ่มนำระบบ Direct Injection-DOHC-16 Value-Turbo-Common rail ดีเซล 2.5 ลิตรเทอร์โบเข้ามาใช้เป็นครั้งแรก ถือเป็นเจ้าแรกๆที่ใช้ระบบหัวฉีดแบบราง

Generation 7 Toyota Hilux AN10, AN20, AN30 ปี 2004–2015

toyota hiluxหากจะกล่าวว่าโตโยต้าในโฉมนี้่เป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดก็คงไม่ผิด เพราะโฉมนี้อยู่ยาวนานต่อเนื่องถึง 11 ปี ภายใต้ชื่อ Toyota Hilux Vigo หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อวีโก้ ที่ใช้ฐานการผลิตในประเทศไทยเป็นฐานผลิตหลักและส่งไปขายทั่วโลก และมีให้เลือกทั้งรุ่น กระบะ 2 ประตู, 4 ประตู, Xtracab, ขับเคลื่อน 2 ล้อ ขับเคลื่อน 4 ล้อ กระบะขับ 2 ยกสูง และเป็นโฉมที่ใช้ประตูแบบ Smartcab ที่ฝาแคบสามารถเปิดออกได้  

Generation 8 Toyota Hilux AN120, AN130 ปี 2015 – ปัจจุบัน

toyota hiluxปิดท้ายกันที่ Toyota Hilux Revo เป็นรุ่นที่ปรับโฉมใหม่ให้ทันสมัยและถูกใจวัยรุ่นขึ้น เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2015 มีการนำไฟ Daytime Running Light เข้ามาเพิ่ม เครื่องยนต์ในประเทศไทยมีให้เลือกทั้ง 1GD-FTV (High) ดีเซล 2.8 ลิตร, 2GD-FTV ดีเซล 2.4 ลิตร และ 2TR-FE เบนซิน 2.7 ลิตร แต่สำหรับตลาดอื่นๆแล้ว ยังมีเครื่อง 1TR-FEเบนซิน 2.0 ลิตร, 1GR-FE V6 เบนซิน 4.0 ลิตร, 2KD-FTV ดีเซล 2.5 ลิตร,  1KD-FTV ดีเซล 3.0 ลิตร และ  5L-E ดีเซล 3.0 ลิตร จำหน่ายในประเทศต่างๆที่แตกต่างกันไปอีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ Toyota Hilux ที่ผ่านมาในช่วง 50 ปี ที่วันนี้โตโยต้านครพิงค์เอามาฝากเพื่อนๆ ซึ่งเป็นอีกความก้าวหน้าทางด้านนวัตกรรมยานยนต์ซึ่งโตโยต้าไม่เคยหยุดคิด และพัฒนา ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของคนไทยที่กลายเป็นศูนย์กลางการผลิดรถยนต์ระดับโลก

สนใจรถ Toyota Hilux Revo คลิ๊ก : 

ดูรถโตโยต้าทุกรุ่นคลิ๊ก >> www.toyotanakornping.com

Read More

โตโยต้านครพิงค์ เชียงใหม่ เข้าร่วมพิธีลงนาม MOU กับ วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่

โตโยต้านครพิงค์เชียงใหม่ ร่วมลงนาม MOU กับวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่

26 กันยายน 2564 โตโยต้านครพิงค์เชียงใหม่ ได้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ และพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือการจัดการอาชีวศึกษา ระบบทวิภาคี ระดับปริญญาตรี สาขาวิชาเทคโนโลยียานยนต์ วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่

เพื่อเป็นการส่งเสริมบุคคลากรรุ่นใหม่ในการพัฒนาฝีมือแรงงานของจังหวัดเชียงใหม่
 
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.toyotanakornping.com/
 
#โตโยต้านครพิงค์เชียงใหม่ #โตโยต้า #toyotankpcm #วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่