Read More
Print

ดูแลรถไฮบริดอย่างไร ให้ใช้งานได้นานที่สุด มาดูกัน!!

สวัสดีเจ้า~ วันนี้น้องพิงค์กลับมาอีกแล้ว แต่วันนี้ไม่ได้มามือเปล่าเพราะเราเอาสาระเรื่องรถน่ารู้จาก โตโยต้านครพิงค์ เชียงใหม่ มาฝากเพื่อนๆ ด้วย บอกเลยว่าใครที่ใช้รถเครื่องยนต์ไฟฟ้าหรือไฮบริดต้องรีบเข้ามาอ่านกันด่วนๆ หรือใครที่กำลังมีแพลนซื้อรถเครื่องยนต์ไฮบริดมาใช้ต้องแชร์เก็บไว้เลยจ้า ถ้าพร้อมแล้วเรามาดูวิธีดูแลเครื่องยนต์ไฮบริดกันเลยดีกว่า

ดูแลรถไฮบริดอย่างไร ให้ใช้งานได้นานที่สุด มาดูกัน!!

เครื่องยนต์ hybrid

1.ไม่ดับรถขณะที่กำลังจอดชาร์จ

เราหลายคนคงเคยชินกับการจอดรถแล้วดับเครื่องยนต์เลยทันที แต่รู้หรือไม่ว่านั่นอาจทำให้เกิดผลเสียต่อเครื่องยนต์ไฮบริด เพราะตอนที่แบตเตอรี่กำลังชาร์จอยู่แล้วเราดับเครื่องยนต์อาจทำให้กระบวนการชาร์จแบตเตอรี่ไฮบริดเกิดผลเสีย หรือที่เรียกกันว่า Memory Effect และทำให้แบตเตอรี่เสื่อมได้ ทางที่ดีก็คือก่อนที่จะดับรถเราควรสังเกตก่อนว่าแบตเตอรี่กำลังชาร์จอยู่หรือไม่ หากยังไม่จบกระบวนการชาร์จไฟ และจะสามารถดับเครื่องยนต์ได้ตอนที่หน้าปัดแสดงว่าไม่ได้ชาร์จไฟ วิธีนี้จะช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้

2.จอดรถไว้ในที่ร่ม 

การจอดรถไว้ในที่ร่มเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยยืดอายุแบตเตอรี่รถไฮบริด เพราะถ้าหากเราจอดรถไว้กลางแดดนานๆ อาจทำให้อุณหภูมิของแบตเตอรี่ไฮบริดสูงขึ้นจากการที่แพ็คแบตเตอรี่ดูดซับความร้อนเก็บไว้ในตัวเอง เมื่อแบตฯเริ่มทำงาน ความร้อนจากการใช้รถก็จะเกิดขึ้น และส่งผลให้แบตเตอรี่บวม ยิ่งทวีความร้อนมากขึ้นไปจนเกินมาตรฐาน เมื่อเป็นเช่นนี้บ่อยๆ จะทำให้แบตเตอรี่ไฮบริดเสื่อมไว

3.ไม่วางของขวางช่องระบายอากาศ

การวางสิ่งของปิดช่องระบายอากาศหลายๆ คนอาจกำลังมองข้าม แต่ที่จริงแล้วนั้น การวางของปิดช่องระบายอากาศส่งผลต่อระบบแบตเตอรี่ไฮบริดแบบไม่ได้ตั้งใจ  เพราะระบบไฮบริดนั้นจะใช้ความเย็นในห้องโดยสารระบายความร้อนให้แพ็คแบตเตอรี่ โดยผ่านทางช่องระบายอากาศ ถ้าเกิดนำสิ่งของไปวางขวางช่องระบายอากาศ ก็จะทำให้แบตเตอรี่ไฮบริดมีอุณภูมิสูงจากระบบการถ่ายเทความร้อนทำงานได้ยากขึ้น ซึ่งส่งผลให้แพ็คแบตเตอรี่ไฮบริดนั้นเสื่อมได้

4. ไม่ฝืนเหยียบคันเร่งเกินไป

เครื่องยนต์ไฮบริดเป็นเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อการขับขี่อย่างนุ่มนวล เพราะฉะนั้นหากเราฝืนเหยียบคันเร่งในขณะออกตัวแรกๆ จะส่งผลให้เกิดความร้อนภายในแพ็คแบตเตอรี่และอาจทำให้แบตเตอรี่เสี่ยมเร็วกว่ากำหนด 

Read More
Print

ไขข้อข้องใจ? ทำไมเบรครถมีเสียงเอี๊ยดๆ ตอนเช้า

เชื่อว่าผู้ใช้รถหลายๆ คนคงเคยได้ยินเสียงเบรคเอี๊ยดๆ ในตอนเช้าที่เราใช้รถ และเชื่อว่าหลานคนคงกำลังสงสัยหรือเป็นกังวลว่ารถของเรามีปัญหาอะไรหรือเปล่า วันนี้ โตโยต้านครพิงค์ เชียงใหม่ จะมาไขข้อข้องใจให้ว่าทำไมรถเราถึงมีเสียงเบรคเอี๊ยดตอนเช้า และจะมีผลกระทบอะไรกับรถหรือไม่

ไขข้อข้องใจ? ทำไมเบรครถมีเสียงเอี๊ยดๆ ตอนเช้า

รถของเรามีปัญหาอะไรหรือเปล่า วันนี้ โตโยต้านครพิงค์ เชียงใหม่ จะมาไขข้อข้องใจให้ว่าทำไมรถเราถึงมีเสียงเบรคเอี๊ยดตอนเช้า และจะมีผลกระทบอะไรกับรถหรือไม่

เสียงเบรคเอี๊ยดๆ ที่เราชอบได้ยินเวลาใช้รถในช่วงเช้านั้น มาจากผิวหน้าผ้าเบรกและจานเบรคมีความชื้นสะสมสูง ทำให้เกิดสนิมเกาะที่ผิวสัมผัสของจานเบรกจนเกิดเป็นที่มาของอาการเสียงเบรกที่ดังใช้ช่วงเช้านั่นเอง โดยผู้ใช้รถหลายคนคงกำลังสงสัยว่าจะมีอันตรายหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ก่อให้เกิดอันตราย เพียงแต่ก่อความรำคาญให้แก่คนขับเท่านั้น 

สำหรับวิธีแก้นั้นก็ไม่ยาก เพียงแค่ตอนที่เราขับรถออกไปแล้วให้เหยียบเบรกเบาๆ 2 – 3 ครั้ง เพื่อไล่ความชื้นและเศษสนิมออกให้หมด เท่านี้อาการดังกล่าวก็จะหายไป

เสียงเบรคตอนเช้า

เสียงเบรคตอนเช้า

แต่ถ้าหากลองทำวิธีนี้ตามแล้ว เสียงเบรคที่ดังยังไม่หายไป ขอแนะนำให้เอารถเข้าศูนย์ซ่อมทันทีเพื่อความปลอดภัย และ โตโยต้า นครพิงค์ เชียงใหม่ มีศูนย์บริการครบวงจร ทั้งศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง หรือใครที่มีแพลนกำลังจะออกรถคันใหม่ ทาง โตโยต้านครพิงค์ เชียงใหม่ มีข้อเสนอพิเศษมากมาย

Read More
Print

เช็คด่วน! 8 จุดที่ควรเช็ครถก่อนเดินทางไกล สบายใจทั้งคนขับและเพื่อนร่วมทาง

หลายๆ คนอาจมองข้ามการตรวจเช็ครถก่อนเดินทางไกล หรือการเดินทางในชีวิตประจำวัน เพราะบางครั้งอาจเกิดจากความเคยชินที่ต้องใช้รถทุกวัน และปัญหาเล็กๆ น้อยที่บางคนกำลังมองข้ามหรือบางครั้งไม่ได้สังเกตเลย และปัญหาจุกจิกเกี่ยวกับรถอาจทำให้ลามเป็นปัญหาใหญ่ วันนี้โตโยต้านครพิงค์เลยเอาสาระน่ารู้ว่าฝากกับ 8 จุดที่ควรเช็ครถก่อนเดินทางไกล สบายใจทั้งคนขับและเพื่อนร่วมทาง

เช็คด่วน! 8 จุดที่ควรเช็ครถก่อนเดินทางไกล สบายใจทั้งคนขับและเพื่อนร่วมทาง

เช็คสภาพรถก่อนเดินทาง

1.แบตเตอรี่ 

แบตเตอรี่เปรียบเสมือนหัวในของรถคู่ใจของเรา เพราะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการสตาร์ทรถยนต์ ดังนั้นเราควรตรวนจสภาพแบตเตอรี่ว่ามีสภาพที่สมบูรณ์หรือไม่ และหมั่นตรวจเช็คทำความสะอาดขี้เกลือที่ขั้วแบต อีกทั้งยังต้องเข็คระดับน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับที่รถแต่ละคันกำหนดอีกด้วย และที่ขาดไม่ได้หมั่นตรจเช็คความแน่นของคั่วแบตเตอรี่และฉนวนหุ้มสายไฟ เท่านี้ก็หมดปัญหาเรื่องแบตเตอรี่แล้ว

2.เช็คระบบไฟ

ระบบไฟเป็นอีกหนึ่งส่วนสำค๊ญที่เป็นส่วนในการช่วยลดอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นกับเราได้ ดังนั้นก่อนออกเดินทางควรเช็ค ไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟท้าย ไฟตัดหมอก และไฟฉุกเฉิน ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มากที่สุด 

3.ล้อรถและยางรถ

เราจะไม่สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายถ้าหากยางรถและล้อรถของเรามีปัญหา ดังนั้นก่อนออกเดินทางควรตรวจเช็คสภาพยางรถและล้อรถให้ดี เพื่อให้พร้อมต่อการใช้งาน ไม่รั่ว ไม่ซึม ไม่มีลายแตก และยังมีดอกยางที่เพียงพอ และในส่วนของล้อรถต้องไม่เบี้ยว ไม่คด และที่สำคัญอย่าลืมเช็คน็อตที่ล้อรถ เพราะทั้งหมดที่กล่าวมานี่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุที่นำมาซึ่งการสูญเสีย ทั้งเวลา และทรัพย์สินได้ 

4.ที่ปัดน้ำฝน

ถ้าหากยางปัดน้ำฝนหรือระบบปัดน้ำฝนของรถเราเสียหาย คงไม่ดีแน่ถ้าเกิดฝนตกในขณะที่เรากำลังขับขี่รถอยู่ดังนั้น ก่อนออกเดินทางหมั่นเช็คระบบปัดน้ำฝนว่ายังทำงานปกติอยู่หรือไม่ และอย่าลืมที่จะเติมน้ำสำหรับทำความสะอาดกระจกรถด้วยนะ

5.เช็คช่วงล่าง 

การเช็คช่วงล่างเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่จะทำให้การขับขี่รถของเรานั้นสมูทและเรียบง่าย ดังนั้นการเช็คช่วงล่างสามารถตรวจเช็คด้วยการขับรถบนพื้นถนนเรียบและเป็นทางตรง โดยให้สังเกตที่พวงมาลัยรถของเราว่านิ่งและตรงหรือไม่ หากพวงมาลัยไม่ตรงควรนำรถเข้าศูนย์เพื่อไปตั้งใหม่ หลังจากนั้นควรเช็คลูกหมากไม่ให้มีเสียงกุกกัง และโช้คว่ามีคราบน้ำมันออกมาหรือไม่ถ้าหากมีควรรีบนำรถของเราเข้าศูนย์โดยด่วน

6.ระบบเบรกและน้ำมันเบรก

อีกหนึ่งระบบที่สำคัญนั้นคือระบบเบรก ระบบเบรกเป็นอีกหนึ่งระบบที่ควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบให้ เพราะภายในระบบเบรกมีการทำงานที่ค่อนข้างซับซ้อนทั้งเรื่องของน้ำมันเบรก และผ้าเบรก ดังนั้นหากระบบเบรกมีปัญหาไม่ควรซ่อมด้วยตัวเอง และควรนำรถเข้าศูนย์เพื่อให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจเช็คให้

7.น้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่องถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อกลไกต่างๆ ในเครื่องยนต์ และประสิทธิภาพของเครื่องวยนต์ที่ดีนั้นจะต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามที่คู่มือการใช้งานกำหนด ระดับน้ำมันเครื่องจะต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม

8.เช็คหม้อน้ำและระบบหล่อเย็น 

ระบบระบายความร้อยนเป็นหัวใจหลักของเครื่องยนต์เช่นกัน เพราะด้วยความร้อนที่สะสมขณะที่เครื่องยนต์กำลังทำงานอาจทำให้เครื่องยน์ของเราน็อคได้ ดังนั้นควรเช็คกำทำงานของพัดลมหม้อน้ำ มอเตอร์ ตรวจสอบรอยรั่วของหม้อน้ำ ท่อยาง เพื่อไม่ให้มีการรั่วไหล หากพบปัญหาเหล่านี้ควรแก้ไขโดยด่วน

เป็นอย่างไรกันบ้างกับวิธีเช็คสภาพรถก่อนออกเดินทางที่วันนี้ โตโยต้านครพิงค์ เชียงใหม่ เอามาฝากเพื่อนๆ ทุกคน หวังว่าการเดินทางในช่วงหน้าหนาวที่จะถึงนี้ทุกคนจะปฏิบัติตาม เพื่อความปลอดภัยทั้งตัวเราเองและเพื่อนร่วมทาง และที่สำคัญ โตโยต้านครพิงค์ เชียงใหม่ มีศูนย์บริการเช็คสภาพรถโดยช่างผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านมาตรฐานสากล ที่พร้อมดูแลคุณให้มีความสุขทุกการเดินทาง

Read More
Print

ทาสแมวเข้ามาดู! วิธีกำจัดขนแมวภายในรถยนต์แบบง่ายๆ ไม่ง้อคาร์แคร์

ปัญหาของคนรักสัตว์และต้องพาน้องๆ ขึ้นรถไปยังที่ต่างๆ คงหนีไม่พ้นขนน้องแมวที่ล่วงเต็มเบาะและยังปลิวไปเต็มไปทั้งรถ นอกจากจะสร้างความรำคาญให้คนรักรถแล้ว ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย วันนี้โตโยต้านครพิงค์เอาเคล็ดลับดีๆ มาฝากทุกคนให้ไปกำจัดขนแมวในรถยนต์แบบง่ายๆ ไม่ต้องง้อคาร์แคร์อีกต่อไป

ทาสแมวเข้ามาดู! วิธีกำจัดขนแมวภายในรถยนต์แบบง่ายๆ ไม่ง้อคาร์แคร์

1.ฟองน้ำ

ฟังไม่ผิด ฟองน้ำนี่ล่ะที่จะมาช่วยเรากำจัดขนแมวที่ติดอยู่บนเบาะ และคอนโซลรถแบบง่ายๆ เพียงนำฟองน้ำไปชุบน้ำแล้วบิดให้หมาดๆ แล้วนำมาเช็ดตามจุดที่ต้องการ เท่านี้ขนแมวที่ล่วงอยู่ใบรถก็จะติดมากับฟองน้ำแล้ว

กำจัดขนแมวในรถ

2.สก็อตเทป 

สก็อตเทปเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือง่ายๆ ที่หาได้ใกล้ตัว เพียงตัดสก็อตเทปออกมาแล้วนำไปติดตามซอกเบาะหรือซอกที่ไม่สามารถเช็ดออกได้ เพียงเท่านี้ขนแมวเจ้าปัญญาที่ติดอยู่ตามซอกเล็กซอกน้อยก็จะติดสก็อตเทปออกมาแล้ว

กำจัดขนแมวในรถ

3.โรลกำจัดขนสัตว์ 

อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่คนเลี้ยงแมวต้องมีติดบ้านอย่างแน่นอน เพราะเป็นไม่ว่าขนสัตว์จะติดตามเสื้อผ้า หรือตามเบาะรถก็สามารถกำจัดได้อย่างง่ายดาย และที่สำคัญสะดวกสบายต่อการใช้งานสุดๆ

กำจัดขนแมวในรถ

4.แปรงยาง

แปรงยาง เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์กำจัดขนชั้นดีอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเรารถยนต์ของเรามีขนสัตว์ติดตามเบาะผ้าของรถยนต์ เราก็เอาแปรงยางนี่แหละถูย้อนแนวเบาะรถยนต์ของเรา ทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตขึ้น เพียงเท่านี้ขนน้องหมา น้องแมวก็จะหลุดออกมาง่ายๆ

กำจัดขนแมวในรถ

5.ลูกโป่ง

ปิดท้ายกันที่ลูกโป่ง เจ้าลูกโป่งนี่ล่ะที่จะมาช่วยกำจัดขนสัตว์ให้กับเรา แต่ก่อนอื่นที่จะเอาลูกโป่งมากำจัดขนสัตว์เราต้องเป่าลูกโป่งให้พองเสียก่อน แล้วเราก็เอาลูกโป่งนั้นไปถูกับตรงที่มีขนของสัตว์เลี้ยงเราติดอยู่ ให้เกิดไฟฟ้าสถิต แค่นี้ขนสัตว์เลี้ยงเราก็จะติดลูกโป่งออกมาแล้ว

กำจัดขนแมวในรถ